สินเชื่อธนาคารกรุงเทพ สินเชื่อบัวหลวงพูนผล

สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่แตกต่างจากสินเชื่อเงินสดในเรื่องของ อัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาในการผ่อนชำระ   โดยที่สินเชื่อส่วนบุคคลให้ผู้ที่ต้องการสินเชื่อผ่อนสบายขึ้น ด้วยระยะการผ่อนที่ยาว ดอกเบี้ยต่ำและวงเงินสินเชื่อที่สูง

เพราะว่าไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน …. ไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงความจำเป็นของแต่ละคนก็ย่อมแตกต่างด้วยเช่นเดียวกัน

ถึงเวลาบ้านที่อยู่มานานจำเป็นต้องซ่อมแซม ต่อเติม ทำการรีโนเวทใหม่อยากจะมีเงินสักก้อนใช้จ่ายส่วนตัวอยากมีทุนการศึกษาสักก้อนให้ลูกไปเรียนต่อต่างประเทศหรือถ้าห้องรับแขกได้ชุดเฟอร์นิเจอร์เซตใหม่ คงจะเปลี่ยนบรรยากาศเดิม ๆ ไม่น้อยนี่เป็นเพียงตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า ความจำเป็นของแต่ละคนไม่เหมือนและแตกต่างกัน เมื่อถึงคราวจำเป็นต้องใช้เงินสักก้อนหนึ่งเพื่อเติมเต็มความจำเป็นและจินตนาการของคุณ คุณจะมองหาแหล่งเงินทุนนั้นจากที่ใด

ทุกวันนี้สินเชื่อบุคคลได้นำเสนอแก่กลุ่มลูกค้าอย่างหลากหลายและหลายช่องทาง แต่ทราบไหมว่า สินเชื่อธนาคารกรุงเทพ สินเชื่อบัวหลวงพูนผล เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลอีกช่องทางหนึ่งที่เข้าถึงความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนหนึ่งโดยที่ไม่ต้องการมีภาระดอกเบี้ยในการผ่อนชำระที่สูง

สินเชื่อส่วนบุคคลธนาคารกรุงเทพ สินเชื่อบัวหลวงพูนผล เป็นสินเชื่อที่ธนาคารเองได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของลูกค้าเป็นรายบุคคล เมื่อถึงภาวะที่จำเป็นหรือต้องการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง โดยทางธนาคารได้ออกแบบสินเชื่อ บัวหลวงพูนผล เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสินเชื่อบุคคลที่ดอกเบี้ยต่ำ และให้เวลาในการผ่อนชำระถึง 10 ปี โดยที่ทางลูกค้าสามารถใช้หลักประกันที่อยู่อาศัย ประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม หรือ อาคารพาณิชย์ เป็นหลักประกันสินเชื่อได้

สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลธนาคารกรุงเทพ สินเชื่อบัวหลวงพูนผล ตอบสนองความต้องการของผู้ต้องการสินเชื่อตามวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

  1. เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา
  2. เพื่อซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงการตกแต่งที่อยู่อาศัย
  3. เพื่อการต่อเติมหรือซ่อมแซมที่พักอาศัย และ
  4. เพื่อใช้จ่ายส่วนตัว โดยไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการประกอบธุรกิจส่วนตัว

ทำไมต้องเลือกสินเชื่อ ธนาคารกรุงเทพ สินเชื่อบัวหลวงพูนผล เป็นคำตอบสำหรับคุณ เพราะ

–                 เป็นสินเชื่อที่คุณไว้ใจได้และด้วยบริการจากทีมงานสินเชื่อธนาคารกรุงเทพ ช่วยทำให้เรื่องของสินเชื่อเป็นเรื่องง่าย ๆ สำหรับคุณ

ไม่เป็นภาระหนักด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงเหมือนสินเชื่อเงินสดทั่วไป แต่สินเชื่อบัวหลวงพูนผลให้คุณสามารถได้สินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ เพียงคุณเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ซึ่งปลอดภาระ ก็สามารถใช้เป็นหลักประกันในการกู้สินเชื่อบัวหลวงพูนผลโดยไม่ต้องใช้ผู้ค้ำประกัน

–                 ด้วยวงเงินสินเชื่อสูงสุดถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของราคาประเมินหลักทรัพย์ (ไม่เกิน 6 ล้านบาท หรือ 100 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของการกู้)

–                 และระยะเวลาในการผ่อนตั้งแต่ 3-10 ปี ทำให้คุณอุ่นใจ ผ่อนสบาย ภาระตลอดสัญญาไม่หนัก คุณสามารถดำเนินชีวิตตามไลฟ์สไตล์ของตัวเองอย่างไม่เป็นกังวลกับภาระดอกเบี้ยในการชำระแต่ละเดือน

นี่คือสิ่งที่สินเชื่อส่วนบุคคลที่แตกต่างจากสินเชื่อเงินสด เปลี่ยนบ้านเป็นเงินก้อน เพื่อต่อยอดไลฟ์สไตล์ความเป็นคุณ

สนใจข้อมูลสินเชื่อธนาคารกรุงเทพ สินเชื่อบัวหลวงพูนผล สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ www.bangkokbank.com ลูกค้าบุคคล สินเชื่อบัวหลวงพูนผล หรือ ติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อ ณ สาขาธนาคารกรุงเทพ ที่พร้อมให้คำแนะนำแก่ลูกค้าคนพิเศษ เช่น คุณ เสมอ

ชำระค่าบริการอัตโนมัติผ่านบัตรเครดิต

“การชำระค่าบริการอัตโนมัติ” เป็นประโยคที่ฟังคุ้นหูของคนในสังคมยุคปัจจุบัน ที่มีรูปแบบการดำเนินชีวิต ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการทำงาน และกิจกรรมสังสรรค์ และไม่ต้องการเสียเวลาไปกับภารกิจบางอย่าง เช่น การต้องไปต่อคิวชำระค่าบริการสาธารณูปโภคทั้ง ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ กับหน่วยงานที่รับชำระ เช่น หน่วยงานผู้ให้บริการ ธนาคาร ที่ทำการไปรษณีย์ และเคาน์เตอร์เซอร์วิสต่างๆ(เทสโก้โลตัส,เซเว่นอีเลฟเว่น)ซึ่งแต่ละแห่งก็ต้องใช้เวลาในการเดินทางทั้งสิ้น

ดังนั้น เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค จึงมีการให้บริการประเภท การชำระค่าบริการอัตโนมัติ เกิดขึ้น เพื่อรองรับการชำระค่าบริการต่างๆ ซึ่งค่าบริการ มีหลากหลายรายการ เช่น ค่าสาธารณูปโภค (ค่าน้ำประปา, ค่าไฟฟ้า, ค่าโทรศัพท์บ้าน, ค่าโทรศัพท์มือถือ)   , ค่าประกันภัยต่างๆ ( ค่าประกันภัยรถ , ค่าประกันชีวิต , ค่าประกันสังคม) , ค่าลิสซิ่ง เป็นต้น

การชำระค่าบริการอัตโนมัติ มี 2 ช่องทาง ที่เป็นนิยม คือ

  1. ชำระผ่านบัตรเครดิต
  2. ชำระผ่านการหักบัญชีธนาคาร ทั้ง บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือ บัญชีเงินฝากกระแสรายวัน

แต่ในที่นี้ ขอกล่าวถึงช่องทางแรก คือ ช่องทางการชำระค่าบริการอัตโนมัติผ่านบัตรเครดิต

การชำระค่าบริการอัตโนมัติผ่านบัตรเครดิต คือ การให้บริการหักชำระค่าสาธารณูปโภค และค่าบริการต่าง ๆ

ผ่านบัตรเครดิต (บัตรเครดิต VISA , บัตรเครดิต MASTER ) โดยบริษัทบัตรเครดิตจะดำเนินการหักยอดเงินคงเหลือ

ในบัญชีบัตรเครดิตของผู้ใช้บริการ เท่ากับยอดค่าใช้จ่ายค่าบริการนั้นๆ (คล้ายๆ กับการใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆ ) ซึ่งจะดำเนินการหักชำระค่าบริการโดยอัตโนมัติตามที่ผู้ใช้บริการได้แจ้งความประสงค์สมัครไว้กับบริษัทบัตรเครดิต

ซึ่งการบริการชำระค่าบริการอัตโนมัติผ่านบัตรเครดิตนั้น มีทั้งข้อดี และ ข้อพึงระวัง ที่ผู้ใช้บริการต้องตระหนัก ดังนี้

ข้อดี ของการหักชำระอัตโนมัติผ่านบัตรเครดิต เช่น

  1. ประหยัดเวลาในการต่อคิว และ การเดินทาง เพื่อชำระค่าบริการต่างๆ
  2. ป้องกันการลืมจ่ายชำระค่าบริการ
  3. บริษัทบัตรเครดิตที่ให้บริการ จะมีโปรโมชั่นกระตุ้นการใช้บริการชำระค่าบริการอัตโนมัติผ่านบัตรเครดิตออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น รับแต้มคะแนนสะสม หรือ รับเครดิตเงินคืน เมื่อทำการสมัครหักชำระค่าบริการอัตโนมัติผ่านบัตรเครดิต
  4. บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ มักจะออกโปรโมชั่น เช่น ฟรี “ค่าโทรศัพท์เดือนละ 100 นาที นาน 3 เดือน โทรในเครือค่ายข่ายเดียวกัน หรือ รับฟรี Internet 1 GB ต่อเดือน นาน 2 เดือน” หากสมัครหักชำระค่าบริการอัตโนมัติผ่านบัตรเครดิต เนื่องจากบริการประเภทนี้เป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการมากขึ้น ทั้งยังทำให้ผู้ให้บริการได้รับชำระค่าบริการตรงตามเวลา

ข้อพึงระวัง คือ ผู้ใช้บริการหักชำระอัตโนมัติผ่านบัตรเครดิต จะต้องคอยตรวจสอบยอดชำระที่ได้ตัดบัตรแบบอัตโนมัติไป รวมถึงยอดวงเงินคงเหลือในบัตรเครดิตให้เพียงพอ ที่จะหักชำระค่าบริการต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง รวมทั้งต้องบริหารจัดการชำระหนี้บัตรเครดิตให้ตรงตามเวลา จะได้ไม่เสียประวัติด้วยเช่นกัน

สินเชื่อเงินสดทันใจกสิกรไทย

นักกีฬาที่ดีจะต้องมีสุขภาพแข็งแรง ร่างกายแข็งแกร่ง มีความพร้อมทั้งกายและใจ เพื่อที่จะลงสนาม เช่นเดียวกัน หากเป็นเรื่องการเงินหรือคุณจะเริ่มวางแผนการเงิน สิ่งแรกที่ควรทำ คือการเริ่มตรวจสอบสุขภาพด้านการเงินของคุณว่ามีศักยภาพเพียงใด แข็งแรงแค่ไหน พร้อมที่จะลงทุนหรือใช้จ่ายไหม สิ่งเหล่านี้คุณควรรู้ว่าเป็นอันดับแรก เพราะถ้าเมื่อคุณประสบกับปัญหาการเงิน คุณจะได้มีทางออกและพร้อมที่จะผ่านมันไปสำหรับทุกๆ ปัญหาเหล่านั้น

ถ้าพูดถึงปัญหาด้านการเงิน คุณก็คงจะประสบพบเจอมาบ้างไม่มาก็น้อยกันทุกคน แล้วจะทำไงล่ะถ้ามันเกิดขึ้น ทุกท่านก็เคยตั้งคำถามกับตัวเองมาแล้ว ผมมีสินเชื่อเงินสดที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟัง นั่นคือ สินเชื่อเงินสดทันใจกสิกรไทย (K Express Cash) ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นสินเชื่อเอนกประสงค์ เป็นเงินสดแบบด่วนทันใจ ในยามที่เราประสบอุบัติเหตุในเรื่องการเงินโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น ค่าเล่าเรียน ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมรถ ค่าอุปกรณต่างๆ ภายในบ้านและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เป็นต้น เรียกได้ว่าสินเชื่อเงินสดทันใจกสิกรไทย (K Express Cash) สามารถช่วยท่านได้ในยามที่ท่านเดือดร้อนเรื่องการเงิน มาถึงตอนนี้คุณคงสนใจกับสินเชื่อนี้แล้วใช่ไหมครับ เรามาดูกันว่าที่มาที่ไปและจะทำอย่างไร ถึงจะได้ สินเชื่อเงินสดทันใจกสิกรไทย (K Express Cash) มาใช้ในยามฉุกเฉิน

เรามาดูจุดเด่นของสินเชื่อ สินเชื่อเงินสดทันใจกสิกรไทย (K Express Cash) กันก่อนนะครับ

–                 วงเงินสูงถึง 5 เท่าของรายได้ สูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านบาท

–                 ฟรีสำหรับค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีตลอดชีพ

–                 ฟรีสำหรับค่าธรรมเนียมในการเบิกเงินสดล่วงหน้า (Cash Advance)

–                 กดง่ายที่ตู้ ATM ทุกธนาคาร ตลอด 24 ชม. สูงสุด 200,000 บาทต่อวัน

–                 คิดดอกเบี้ยตามยอดที่ใช้จริง ถ้าไม่เบิกเงินใช้ก็จะไม่เสียดอกเบี้ย

–                 เลือกชำระคืนเป็นรายเดือนในรูปแบบที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นชำระคืนแบบเต็มจำนวน หรือชำระคืนขั้นต่ำ 5% ของยอดใช้จ่าย หรือ 500 บาท

ส่วนในเรื่องดอกเบี้ยสำหรับ สินเชื่อเงินสดทันใจกสิกรไทย (K Express Cash) จะเริ่มต้นที่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ และก็สูงสุด 27เปอร์เซ็นต์ ส่วนเรื่องของการชำระขั้นต่ำ ซึ่งสินเชื่อหลายๆ สินเชื่อเราจำเป็นต้องชำระขั้นต่ำเป็นหลายๆเดือน แต่สำหรับ สินเชื่อเงินสดทันใจกสิกรไทย (K Express Cash) นี้ จะเริ่มต้นที่การชำระเงินเพียง 5 เปอร์เซ็นต์สำหรับวงเงินกู้ หรือ 500 บาทครับ ที่สำคัญมากๆ ก็คือ ไม่ใช้ไม่เสียดอกเบี้ยนะครับ สินเชื่อนี้ที่ไม่ใช้ผู้ค้ำประกันด้วยนะครับ เรามาดูเลยคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครและเอกสารประกอบการสมัครกันครับ

คุณสมบัติผู้สมัคร

–                 อายุระหว่าง 22-57 ปี

–                 มีสัญชาติไทย

–                 รายได้ของผู้สมัคร

ผู้มีรายได้ประจำ รายได้ขั้นต่ำต่อเดือน 15,000บาท ขึ้นไป

ผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว รายได้สุทธิต่อเดือนตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป

–                 มีเบอร์โทรศัพท์พื้นฐานที่สามารถติดต่อได้ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน

เอกสารประกอบการสมัคร

–                 ใบสมัคร

–                 สำเนาบัตรประชาชน

–                 เอกสารแสดงรายได้ กรณีผู้มีรายได้ประจำ

–                 เอกสารแสดงรายได้ กรณีผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว

สินเชื่อเงินสดทันใจกสิกรไทย (K Express Cash) นับเป็นสินเชื่อในยามฉุกเฉิน เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนแบบเราๆ ท่านๆ เนี่ยแหละครับ เพราะเหตุการณ์ในอนาคตเราไม่สามารถรู้ได้ แต่ถ้าเรามี สินเชื่อเงินสดทันใจกสิกรไทย (K Express Cash) อย่างน้อยเราก็อุ่นใจและเป็นการวางแผนด้านการเงินในเวลาที่เราลำบากได้ครับ เช่นเดียวกันนักกีฬาที่แข็งแกร่ง แข็งแรง ไม่มีการวางแผนในการเล่น ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ยากที่จะคาดเดาครับ

ดอกเบี้ยบัตรเครดิต กับดอกเบี้ยบัตรกดเงินสด

ในปัจจุบันมีผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดอยู่จำนวนไม่น้อย บางคนถือเพียงบัตรชนิดใดชนิดหนึ่ง บางคนก็ถือทั้ง 2ชนิดเลย ส่วนบางคนก็กำลังจะตัดสินใจจะทำบัตรอยู่ แต่ก็ยังลังเลระหว่างบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดดี สิ่งที่คนส่วนใหญ่พิจารณาก็คือ อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตกับดอกเบี้ยบัตรกดเงินสด วันนี้เราจึงขอนำเสนอความแตกต่างหลักๆของทั้ง 2 บัตรนี้ให้ได้รู้กัน จะได้ช่วยในการตัดสินใจให้ง่ายขึ้น มีรายละเอียดอะไรบ้างมาดูกัน

การสมัคร

ผู้จะสมัครบัตรเครดิตจะต้องมีฐานเงินเดือน 15,000 บาท ขึ้นไป ส่วนบัตรกดเงินสด ผู้สมัครอาจมีฐานเงินเดือนที่ต่ำกว่า 15,000 บาทได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหรือนโยบายของแต่ละที่

การใช้งาน

บัตรเครดิตสามารถใช้รูดซื้อได้ทันที และยังสามารถกดเงินสดออกมาใช้ได้ด้วยแต่จะมีค่าธรรมเนียม 3 % ติดมาด้วย แต่สำหรับบัตรกดเงินสดนั้น ไม่สามารถรูดซื้อได้ จะใช้ได้เพียงกดเงินสดจากตู้ ATM เท่านั้น

วงเงินในการอนุมัติ

บัตรเครดิตจะมีวงเงินที่ 2 – 5 เท่าของฐานเงินเดือน ส่วนบัตรเงินสดจะมีวงเงินที่อนุมัติสูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของฐานเงินเดือน เรียกได้ว่าบัตรเงินสดมีการอนุมัติวงเงินที่สูงกว่าบัตรเครดิต

อัตราขั้นต่ำในการชำระ

บัตรเครดิตจะอยู่ที่ 10 % ส่วนบัตรกดเงินสดอยู่ที่ 5 %

ดอกเบี้ยบัตรเครดิตกับดอกเบี้ยบัตรกดเงินสด

มาถึงไฮไลท์ของงานนั่นคือ อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตกับดอกเบี้ยบัตรกดเงินสด บัตรเครดิตส่วนใหญ่แล้วจะมีอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นอยู่ที่ 18 – 20 % ต่อปี (อาจแตกต่างกันไปในแต่ละที่) ส่วนบัตรกดเงินสดจะมีอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นอยู่ที่ 20 – 28 % ต่อปี (อาจแตกต่างกันไปในแต่ละที่) จะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตกับดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดนั้นต่างกันมากพอสมควรทีเดียว ดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสดมีอัตราที่สูงกว่าบัตรเครดิต แต่ถ้าบัตรเงินสดไม่มีการใช้ก็จะไม่คิดค่าธรรมเนียม

มีหลายคนที่มีบัตรทั้งสองแบบ และก็รู้ว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตกับดอกเบี้ยบัตรกดเงินสด มีความแตกต่างกันแต่รู้ไม่กระจ่างทั้งหมด จึงใช้บัตรเครดิตอย่างเดียวมาโดยตลอด เก็บบัตรกดเงินสดไว้ใช้ยามฉุกเฉิน แต่พฤติกรรมการใช้เงินที่ประมาทก็ก่อให้เกิดเป็นหนี้บัตรเครดิต เมื่อไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงคิดว่าน่าจะนำเงินจากบัตรกดเงินสดไปทบชำระหนี้บัตรเครดิตแทน ซึ่งความคิดนี้ไม่ถูกต้องนัก เพราะถ้าพิจารณาดอกเบี้ยบัตรเครดิตกับดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วก็จะพบว่าไม่คุ้มค่า

ดังนั้นสิ่งที่คุณจะต้องคำนึงก่อนการทำบัตรใดๆก็ตาม คือ คุณมีการบริหารการใช้จ่ายที่ดีหรือไม่ หากคุณวางแผนไว้อย่างดีและสามารถทำได้ตามแผน คุณอาจจะไม่ต้องทำบัตรใดๆเลยก็ได้

บัตรกดเงินสด

ในยุคที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เศรษฐกิจไทยจึงตามเข้าขั้นวิกฤต แน่นอนว่าเงินทองในกระเป๋าของแต่ละท่านก็ย่อมที่จะชักหน้าไม่ถึงหลังกันเป็นแถวๆ ใครที่มีเงินออมไว้มากหน่อยก็พอจะเบาใจได้บ้าง แต่ใครที่เงินออมน้อยนิด รายรับก็ฝืดเคืองและมาประจวบเหมาะกับมีเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วนอีก จะทำอย่างไรดี… ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะยังมีทางเลือกที่น่าสนใจไว้แก้ไขสถานการณ์อยู่นั่นคือ บัตรกดเงินสด แต่เจ้าบัตรนี้จะช่วยได้จริงหรือไม่เราก็ต้องมาทำความรู้จักกันก่อน

บัตรกดเงินสด คือ บัตรที่สามารถกดถอนเงินสด จาก ตู้ ATM ไปใช้ได้ตามจำนวนวงเงินที่กำหนดไว้ในบัตรและกดได้ตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องมีเงินฝากในบัญชี แต่จะมีการกำหนดวงเงินและวงเงินสูงสุดไว้ให้ โดยผู้พิจารณาออกบัตรให้นั้นเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการเงินและสินเชื่อกู้ยืม อันได้แก่ ธนาคารหรือองค์กรธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคาร

ดูไปแล้ว บัตรกดเงินสด ก็เข้าท่าไม่น้อย อ๊ะๆ แต่ช้าก่อน ใช่ว่าจะเป็นใครก็ได้ที่จะเป็นผู้มีบัตรกดเงินสด ทุกอย่างมีเงื่อนไขข้อกำหนด การจะสมัครบัตรกดเงินสด จะต้องผ่านการพิจารณาของทางหน่วยงานที่ออกบัตรให้ ซึ่งมีเงื่อนไขหลักๆ คือ

1.จะต้องเป็นผู้มีรายได้ประจำ ซึ่งฐานรายได้ต้องถึงเกณฑ์ตามที่หน่วยงานผู้ออกบัตรกำหนดไว้

2.อายุงานที่ทำต้องไม่น้อยกว่า 4 เดือน

3.ไม่ติดประวัติค้างชำระสินเชื่อหรือการกู้ยืมใดๆ

แล้ว บัตรกดเงินสด มีจุดเด่น จุดด้อยตรงไหนอย่างไร เรามาดูกันเลย

จุดเด่น

1.สมัครง่าย อนุมัติเร็ว ไม่ต้องมีบุคคลค้ำประกัน

2.เงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท ก็สมัครได้ (เงื่อนไขของฐานรายรับขั้นต่ำจะแตกต่างกันไปตามหน่วยงานที่ออกบัตรให้ บางที่ ขั้นต่ำต้อง 15,000 บาท)

3.กดเงินสดที่ตู้ ATM ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

4.เลือกชำระเป็นรายเดือนตามรูปแบบที่ต้องการได้ ทั้งชำระคืนแบบเต็มจำนวน หรือ ชำระคืนขั้นต่ำ 3 – 5 % ของยอดการใช้จ่ายในบัตร

5.คิดดอกเบี้ยตามยอดการใช้จริง ไม่ใช้ก็ไม่เสียดอกเบี้ย

6.ฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้า รวมถึงค่าธรรมเนียมรายปี

7.ฟรีค่าธรรมเนียมในการเบิกเงินสดล่วงหน้า (Cash Advance)

จุดด้อย

1.อัตราดอกเบี้ยสูง จนทำให้การจ่ายชำระเงินต้นเป็นเรื่องยาก เพราะจ่ายชำระเพียงดอกเบี้ยก็ไม่ไหวแล้ว

2.หากคุณเลือกวิธีผ่อนชำระเงินแบบ คืนขั้นต่ำ 3 – 5 % ของยอดการใช้จ่าย จะทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยคิดเป็นจำนวนเงินที่มากขึ้น

จะเห็นได้ว่า บัตรกดเงินสด ไม่ควรจะเป็นบัตรหลักในการที่จะกดเงินออกมาใช้จ่ายตามปกติ แต่หากคุณมีเหตุต้องใช้เงินสดเร่งด่วนบ่อยๆแล้วล่ะก็ คุณควรจะสมัครบัตรกดเงินสดไว้ใช้ยามฉุกเฉินอย่างน้อยก็เป็นการเพิ่มความอุ่นใจให้กระเป๋าสตางค์ตัวเองดีกว่าการไปกู้เงินนอกระบบเป็นไหนๆ

วางแผนการเงิน…สบายกระเป๋าตลอดปี

ในยุคสมัยนี้อะไรๆก็แพงไปหมด   เมื่อสามสิบปีก่อน ก๋วยเตี๋ยวชามละ 1 บาท แต่เดี๋ยวนี้ ชามล่ะ 30-60 บาทแล้ว   จะใช้จ่ายอะไรก็ต้องประหยัดกันได้ก็ควรจะประหยัดกัน   ทางรัฐบาลและเอกชนก็มีการรณรงค์ส่งเสริมการออม และการประหยัด   ในรูปแบบของ โฆษณา   คำขวัญวันเด็ก “ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์   มีวินัย”   สมุดบันทึกรายรับรายจ่ายและการแจกกระปุกออมสิน   เพื่อส่งเสริมรักการออมตั้งแต่ยังเด็ก   เพื่อจะได้มีเงินเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยทำการออมเงินมาก่อน   คุณอาจเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เพื่อจัดสรรเงินให้เป็นระบบ     เพื่อนำไปใช้จ่ายในสิ่งที่คุณต้องการหรือใช้ยามฉุกเฉิน   บทความนี้ของยกตัวอย่างการวางแผนการเงินของมนุษย์คนหนึ่ง   นายเอเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งที่มีรายได้ประจำ   สิ่งที่ได้เอต้องการคือการวางแผนการเงิน เพื่อให้สบายกระเป๋าตลอดปี   เพราะค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนของนายเอ ก็เยอะพอสมควร บางเดือนก็พอใช้บ้าง ไม่พอใช้บ้าง   สิ่งที่นายเอควรทำคือ

  1. แจกแจงรายรับ-รายจ่าย

อันดับแรกนายเอต้องแจกแจงรายรับ-รายจ่ายออกมาก่อน   ว่าแต่ละเดือนต้องใช้เท่าไรและเก็บเท่าไร

รายรับ

1.1   เงินเดือนที่ได้รับทุกเดือนที่แน่นอน   20,000 บาท

1.2   ค่าสวัสดิการอื่นๆ ที่แน่นอนทุกเดือนละ 1,000 บาท

1.3     ค่าใช้จ่ายที่ไม่แน่นอนเช่น ค่าเบี้ยขยัน ค่าโอที ตกเดือนล่ะ 1,000-7,000 บาทแล้วแต่โอกาส

1.4   โบนัสเป็นเงินก้อนโตที่ได้รับทุกปี   แต่จำนวนเงินแล้วแต่ผลประกอบการของบริษัท 70,000-100,000 บาท

รายจ่าย

1.5   ค่าเช่าบ้าน 3,000 บาท   ที่ต้องจ่ายทุกเดือน

1.6   ค่าผ่อนรถ 8,000 บาท ค่าน้ำมันเฉลี่ย 3000 บาท ที่ต้องจ่ายทุกเดือน และค่าประกันรถ 15,000 ต่อปี

1.7   ให้พ่อแม่ 5,000 บาท ที่ต้องจ่ายทุกเดือน

1.8   ค่ากินและค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ เฉลี่ย 5,000 บาท   ต่อเดือน

 

  1. กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน

อันดับแรกนายเอต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าแต่ละเดือนนายเอต้องมีรายได้ประมาณเท่าไร โดยดูจากรายจ่ายที่กล่าวมาข้างต้น

ค่าใช้จ่ายต่อเดือน ;   3,000 + 8,000 + 3,000 + 5,000 + 5,000 บาท = 24,000 บาท

ค่าใช้จ่ายต่อปี ;   15,000 บาท   นำมาเฉลี่ยต่อเดือน = 15,000 / 12 = 1,250 บาท

นายเอจะมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนเฉลี่ย   25,250 บาท แสดงว่านายเอต้องกำหนดเป้าหมายว่าต้องทำงานให้ได้รายรับมากกว่า 25,250 บาท เงินที่เกินมาและโบนัสอาจจะนำไปเป็นเงินเก็บไว้ใช้ในยากฉุกเฉินเพื่อเอาไว้ใช้ในอนาคต หรือโปรเจ็คชิ้นใหญ่ของเรา

  1. จัดสรรคเงิน

แยกบัญชีรายจ่ายกับเงินออมออกจากกัน   บัญชีเงินที่ต้องจ่ายทุกเดือนอาจจะเป็นบัญชีเดียวกับบัญชีเงินเดือนก็ได้  และอีกบัญชีเป็นบัญชีเงินเก็บและเงินที่ต้องจ่ายปีครั้ง   เงินเก็บอาจจะเก็บ 1,000 -3,000 ต่อเดือน   ให้พอกับกำลังที่พอทำได้ไม่ลำบากเกินไป

ถ้านายเอและทุกคนทำได้ตามนี้ ทุกๆเดือน   ก็ไม่ต้องกังวลว่าเดือนละเดือนจะไม่พอใช้อีกต่อไป   การวางการเงินนี้สามารถนำไปประยุกต์ให้ได้ทุกสายอาชีพ   ขอให้เรามีความตั้งใจที่จะทำ   ทุกอย่างยอมเป็นไปตามหวัง…..

ฝากเงินอย่างไรให้รวย

ทุกคนบนโลกนี้ล้วนแต่มีความปรารถนาที่จะมีเงินทั้งสิ้น บางคนที่แย้งว่าฉันต้องหารอยู่อย่างพอเพียงเท่านั้น ในแต่ละเดือนจึงไม่จำเป็นต้องดิ้นรนประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อเก็บเงิน แต่การอยู่อย่างพอเพียงนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องไม่มีเงินเก็บ คำว่าอยู่อย่างพอเพียงหมายความว่าไม่ใช้เงินอย่างไร้ประโยชน์ และไม่ใช้จ่ายเกินตัว และที่สำคัญหากไม่มีเงินเก็บ ในยามที่เจ็บป่วย หรือยามฉุกเฉิน จะนำเงินที่ไหนมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่มีเงินเก็บจะช่วยให้ไม่เดือดร้อนในเวลาที่จำเป็นต้องใช้เงิน

สำหรับพนักงานที่ทำงานประจำมีวิธีฝากเงินอย่างไรให้รวย? คำแนะนำก็คือ ในวันที่คุณได้รับเงินเดือนให้แบ่งเงินออกเป็นสามส่วน ดังนี้ ส่วนแรกประกอบด้วยเงินที่จะออมในแต่ละเดือน อาจตั้งเป้าหมายไว้ที่ 10-30% ของเงินเดือน ส่วนที่สองประกอบด้วยเงินที่จำเป็นในการใช้จ่ายแต่ละเดือน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่า/ผ่อนบ้าน ค่าเทอมลูก ฯลฯ โดยส่วนนี้ให้เป็นเงินเฉพาะที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น ส่วนที่สามประกอบด้วยเงินที่สามารถจะใช้จ่ายได้ในแต่ละเดือน ยกตัวอย่างเช่น ค่าอาหารในแต่ละวัน ค่าเที่ยวเดือนละครั้ง ค่าเดินทาง เป็นต้น โดยอะไรที่ไม่จำเป็นให้จำกัดการใช้เงินในส่วนนี้มากที่สุด แต่ต้องไม่จำกัดการใช้เงินจนทำให้เป็นการกดดันตนเองมากเกินไป เพราะจะทำให้เลิกล้มได้ง่ายๆ

วิธีฝากเงินอย่างไรให้รวยสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ในแต่ละเดือน ซึ่งเงินที่เราแบ่งออกมาเป็นสามส่วน โดยส่วนแรกเป็นส่วนที่ควรจะเพิ่มขึ้นตามอัตราส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้น ไม่ควรลดลง นอกจากจะมีเหตุการณ์จำเป็น เช่น ต้องใช้เงินจำนวนมากในการผ่าตัด อย่างนี้จึงจะลดจำนวนเงินออมในเดือนนั้นลงได้ ส่วนที่สองเป็นส่วนที่จำเป็นไม่สามารถลดได้ นอกจากว่าจะเป็นรายจ่ายที่ถูกปลดภาระแล้ว เช่น ผ่อนบ้านหมดแล้ว ก็จะทำให้รายจ่ายส่วนนี้ลดลง เมื่อรายจ่ายส่วนนี้ลดลง ควรนำไปเพิ่มให้กับส่วนของเงินออมด้วย และส่วนสุดท้ายเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวในแต่ละเดือน หากเที่ยวน้อยลง ทานอาหารในห้างน้อยลงก็จะลดรายจ่ายในส่วนนี้ได้ เมื่อรายจ่ายในส่วนนี้ลด ก็ควรนำไปเพิ่มให้กับส่วนการออมเงินด้วย

สำหรับการฝากเงินอย่างไรให้รวยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่นับจากนี้ไปคุณสามารถเข้าถึงช่องทางการลงทุนได้ง่ายขึ้น เพียงคุณนำเงินออมส่วนหนึ่งไปลงทุน ไม่ว่าจะเป็น หุ้น หรือกองทุน คุณก็จะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของเงินปันผล ซึ่งถือเป็นรายได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน แล้งยังมีส่วนต่างจากราคา ถ้าเป็นหุ้นที่ดี ราคาจะวิ่งขึ้นไปจนเหมาะสม ถึงเวลานั้นคุณก็จะมีรายรับากขึ้นแบบสบายๆ

บัตรผ่อนสินค้าอิออน

ในการซื้อสินค้าจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเลคทรอนิกส์ เครื่องครัว คอมพิวเตอร์ มือถือ ไอที หรือพวก ไฮเทคโนโลยีต่าง ๆ แทนที่เราจะใช้เงินสดเป็นก้อน แต่เราเลือกที่จะเก็บเงินสดไว้ทำอย่างอื่นดีไหม   เช่น เพื่อการลงทุน เพื่อยามฉุกเฉิน เพื่อจับจ่ายใช้สอยทั่วไป หรือเพื่อเก็บเป็นเงินก้อนซื้อหน่วยลงทุน

เพราะโดยสภาพเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ในปัจจุบัน มีเงินสดไว้กับตัวย่อมอุ่นใจ หรือในกรณีที่จำเป็นอยากได้เครื่องใช้พวกไฮเทคโนโลยี โทรศัพท์มือถือ ไอทีต่าง ๆ หรือพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น แต่ทว่า ไม่มีเงินสดเพียงพอ บัตรผ่อนสินค้าอิออน ให้ความต้องการของคุณเป็นเรื่องที่ง่าย เช่น

–                 นาย A เลือกใช้บัตรผ่อนสินค้าอิออน เพื่อเก็บเงินสดไว้ทำอย่างอื่น หรือ

–                 นาย B เลือกใช้บัตรผ่อนสินค้าอิออน ในยามที่เงินสดไม่เพียงพอที่จะซื้อสินค้าที่ต้องการ

ทั้ง นาย A และ นาย B ต่างได้รับประโยชน์จากบัตรผ่อนสินค้าอิออน ซึ่งสามารถเลือกใช้ผ่อนสินค้าจากร้านที่มีเครื่องหมายอิออนได้ทั่วประเทศ อนุมัติเร็ว รู้ผลทันใจ แต่เพื่อที่จะใช้บัตรผ่อนสินค้าอิออนให้เกิดประโยชน์สูงสุด นาย A และนาย B ควรเลือกใช้บัตรผ่อนสินค้าอย่างฉลาดดังต่อไปนี้

เลือกผ่อนสินค้าที่มีโปรโมชั่น 0% สำหรับบัตรผ่อนสินค้าอิออน

เนื่องด้วยการแข่งขันกันทางตลาดอย่างสูง ทำให้ร้านค้ามากมาย เสนอ การผ่อนสินค้าโดยมีโปรโมชั่น 0 % สำหรับการผ่อนสินค้านั้น ๆ เมื่อการตลาดในเรื่องสินค้าอุปโภคเหล่านี้แข่งขันกันสูง ผลประโยชน์จึงตกแก่ลูกค้า ดังนั้นการเลือกผ่อนสินค้าที่มีโปรโมชั่น 0% ย่อมเป็นข้อเสนอทางเลือกที่ดีที่ทำให้ลูกค้าไม่ต้องรับภาระดอกเบี้ย ไม่ต้องจ่ายเงินสดเป็นก้อนและไม่ต้องแบกภาระดอกเบี้ย

ผ่อนสินค้าในวงเงินที่เราคิดว่า สามารถผ่อนชำระได้ต่อเดือน โดยไม่เป็นภาระ

เนื่องด้วยวงเงินที่สูงกว่ารายได้ประจำ ดังนั้น การเลือกผ่อนสินค้าโดยบัตรอิออนควรเลือกผ่อนในวงเงินเท่าที่เราจำเป็นต้องการใช้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ให้เต็มวงเงิน เพราะตราบใดที่เรามีวินัยในการผ่อน ค่างวดไม่กระทบค่าใช้จ่ายประจำ และทำการชำระอย่างสม่ำเสมอ ภาระดอกเบี้ยก็จะไม่เกิดขึ้น

นอกจากนี้บัตรผ่อนสินค้าอิออนยังได้รับสิทธิพิเศษจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในการผ่อนชำระสินค้าเกือบทั่วประเทศ รวมทั้งยังสามารถเช่าซื้อรถจักรยานยนต์จากผู้ผลิตชั้นนำ เช่น ฮอนด้า ยามาฮ่า ซูซูกิเป็นต้น และนอกจากเช่าซื้อรถจักรยานยนต์แล้ว ยังสามารถผ่อนทองได้อีกด้วย

เห็นได้ว่า บัตรผ่อนสินค้าอิออน ทำเรื่องการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้เป็นเรื่องง่าย เพียงใช้จ่ายอย่างฉลาดด้วย บัตรผ่อนสินค้าอิออน

ซึ่งการสมัครบัตรผ่อนสินค้าอิออนนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่คุณอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป รายได้ 5,000 บาทขึ้นไปต่อเดือน มีอายุการทำงาน 6 เดือนขึ้นไป และมีหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ทั้งที่ทำงานและบ้าน คุณก็สามารถสมัครได้

สำหรับเอกสารประกอบการสมัครสามารถดูได้เพิ่มเติมที่ www.aeon.co.th>บัตรอิออน>บัตรอิออนมาสเตอร์การ์ดอิเล็กทรอนิกส์

ให้บัตรผ่อนสินค้าอิออน อำนวยความสะดวกในการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการต่าง ด้วยการแบ่งชำระเป็นรายเดือน เริ่มต้นที่ 6 เดือน สูงสุด 48 เดือน (สำหรับสินค้าบางประเภท) เรื่องการผ่อนชำระสินค้าก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

ทางเลือกสร้างเงินออมจากหวย

ในแต่ละเดือนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเกือบทุกคนที่จะต้องเสสี่ยงโชคกับการซื้อหวย ซึ่งมีมาลุ้นกันถึง 2 ครั้งต่อเดือน และแน่นอนว่าการซื้อหวยในแต่ละครั้งนั้นก็ไม่ใช่เงินจำนวนที่น้อย หรืออย่างน้อยที่สุดก็ยังอยู่ในหลักร้อยซึ่งท่านทราบหรือไม่ว่า เงินจำนวนดังกล่าว หากนำมาหักลบดูแล้ว ในแต่ละปีท่านจะสูญเงินไม่น้อยเลยจากการเล่นหวย แต่ในทางกลับกันถ้าท่านลงทุนเล่นหวยแล้วโชคดีถูกรางวัล ท่านก็คงได้รับเงินก้อนโตจากการเสี่ยงโชคอย่างแน่นอน แต่หากท่านเริ่มตระหนักถึงเงินจำนวนที่เสียไป เรามีทางเลือกสร้างเงินออมจากหวยมาแนะนำ

สำหรับทางเลือกสร้างเงินออมจากหวยนั้นมีอยู่หลายวิธี โดยหลักแล้วขอแนะนำให้ท่านคำนวณจำนวนเงินแต่ละครั้งที่ท่านลงทุนไปกับการซื้อหวย อาทิเช่นในหนึ่งเดือนมีการเสี่ยงดวงจากหวยสองครั้ง โดยท่านจะลงทุนในการซื้อหวยครั้งละ 500 บาท เท่ากับว่า ในหนึ่งเดือนท่านจะลงทุนซื้อหวยเป็นเงิน 1,000 บาท และหากคิดเป็นรายปีท่านจะเสียเงินจากการซื้อหวยไปทั้งสิ้น 12,000 บาท แน่นอนว่าเงินจำนวนนี้อาจไม่มากจนเกินไปถ้าเทียบกับการที่ท่านซื้อหวยแล้วถูกรางวัลใหญ่ แต่ในทางกลับกันถ้าหากท่านลงทุนแล้วไม่ได้กลับมาเลย แน่นอนว่าใน 1 ปีท่านจะเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์จำนวน 12,000 บาทซึ่งเงินจำนวนนั้นท่านสามารถนำไปฝากในบัญชีธนาคารได้และสามารถสร้างกำไรจากดอกเบี้ยได้ปีละ 130-330 บาทต่อปี

นอกจากนี้ยังมีทางเลือกสร้างเงินออมจากหวยอีกวิธีหนึ่ง ก็คือการนำเงินที่ได้จากการเสี่ยงโชคไปลงทุนอาทิเช่นท่านลงทุนซื้อหวยไป 1,ooo บาทแล้วถูกรางวัลได้กลับมาเป็นเงิน 10,000 บาทเท่ากับว่าท่านได้เงินจากการลงทุนครั้งนี้มา 9,000 บาทโดยท่านสามารถนำเงินที่ได้นี้มาลงทุนโดยแบ่งเป็นสองกรณี คือเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งนำไปลงทุนระยะยาวเช่นการลงทุนในกองทุนต่างๆ หรือการลงทุนกับการซื้อทองคำ โดยมูลค่าของเงินที่ได้จากการถูกหวยนั้นจะสามารถงอกเงยจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นได้อีก แต่ในกรณีนี้ท่านควรศึกษาในกลุ่มการลงทุนต่างๆที่ท่านให้ความสนใจให้เป็นอย่างดี โดยหากท่านต้องการนำเงินไปซื้อหวยอีกท่านก็สามารถหักเงินจำนวน 1,000 บาทออกไปสำหรับการลงทุนในครั้งต่อไปได้

ไม่ว่าจะวิธีใดก็ตามการลงทุนต่างๆยอมมีความเสี่ยงเสมอโดยเฉพาะการที่ท่านเสพติดการซื้อหวย เพราะในแต่ละเดือนท่านจะต้องเสียเงินไม่น้อยจากการซื้อหวย แต่ถ้าหากท่านคิดไตร่ตรองให้ดีท่านอาจจะพบทางเลือกสร้างเงินออมจากหวยได้เช่นกัน แต่ถึงอย่างไรก็ตามหากท่านคิดว่าการซื้อหวยไม่ใช่วิธีที่จะนำท่านไปสู่ความร่ำรวยได้ ก็ควรที่จะหยุดและหาวิธีการออมเงินจากการเก็บออมน่าจะเป็นผลดีกว่า

สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

หลายๆคนคงมีฝันที่อยากจะมีบ้านเป็นของตนเอง ไม่ต้องเช่าเขาอยู่ แต่การที่จะเก็บเงินหรือออมเงินเพื่อซื้อบ้านนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย บางคนเก็บมาเป็น 10 ปี บ้านก็ยังคงดูไกลเกินเอื้อม เพราะบ้านเป็นสินทรัพย์ที่มีราคามูลค่าสูง ปัจจุบันจึงผู้นิยมใช้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เพื่อตอบโจทย์ความฝันที่จะมีบ้านของตนเองให้ง่ายและเร็วขึ้น แล้ว สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย นั้นคืออะไร มีลักษณะอย่างไรวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกัน

สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย คือ สินเชื่อที่สถาบันทางการเงิน เช่น ธนาคารต่างๆ ให้ลูกค้าได้กู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย อันได้แก่ บ้านเดี่ยว ทาวเฮาส์ อาคารพาณิชย์ในโครงการทั่วไป คอนโดมิเนียม รวมไปถึงที่ดินเปล่าเพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัย รวมทั้งการรีไฟแนนซ์(การไถ่ถอนหนี้จากผู้ให้สินเชื่อเดิมเพื่อมาขอกู้สินเชื่อกับสถาบันการเงินแห่งใหม่) หรือถ้าเราจะใช้ภาษาบ้านๆก็เรียกง่ายว่า เงินกู้ซื้อบ้านนั่นเอง

แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่า สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เป็นการกู้เงินที่มีเงินต้นเป็นก้อนใหญ่ รวมถึงระยะเวลาในการผ่อนชำระนาน การจะตัดสินใจใช้บริการ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย จึงควรมีการพิจารณาความเหมาะสมของบ้านที่เราต้องการอีกทั้งภาระหนี้สินที่เราต้องจ่ายในระยะยาวต่อไปด้วย

และสิ่งที่เราต้องคำนึงและพิจารณาก่อนตัดสินใจขอ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย มีดังนี้

1.พิจารณาทำเลที่ตั้งของบ้าน ความสะดวกในการเดินทาง จำนวนสมาชิกในบ้าน ราคาความน่าเชื่อถือของโครงการ

2.พิจารณากำลังซื้อ ดูว่าเรามีเงินคงเหลือในแต่ละเดือน หากเรามีภาระหนี้สินค่าใช้จ่ายต่างๆที่มากกว่า 1 ใน 3 ของเงินเดือนในแต่ละเดือนก็ไม่ควรเสี่ยงขอ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย รวมทั้งเงินออมมีมากพอที่จะดาวน์บ้านก่อนเริ่มผ่อนหรือไม่ พิจารณาข้อจำกัดของตัวเราเองทั้งหมด อย่าพยายามตัดสินใจซื้อบ้านที่เกินกำลังเรา

3.วงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่จะได้รับ และอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย สถาบันการเงินทุกทีมักจะให้วงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต่ำกว่าราคาของบ้านที่เราจะซื้อ เพื่อลดความเสี่ยงต่อทางสถาบันการเงินเองรวมถึงลูกหนี้ด้วย เพราะหากลูกหนี้ผ่อนชำระไม่ไหว ก็ต้องมีการฟ้องร้อง สถาบันการเงินก็มานั่งแก้ไขปัญหามากมายซึ่งไม่คุ้มกัน ส่วนอัตราดอกเบี้ยสถาบันการเงินแต่ละแห่งก็จะมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่ก็ใช้ อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงแบบลอยตัว (Floating Rate) ซึ่งผู้ที่คิดจะขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ควรอย่างยิ่งที่จะศึกษาวิธีการคิดดอกเบี้ย รวมถึงการคิดค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะต้องจ่ายอย่างละเอียด เพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจ

4.จำนวนงวดที่จะต้องผ่อน และ จำนวนเงินที่จะต้องผ่อนในแต่ละงวด

เห็นไหมว่าฝันที่อยากจะมีบ้านเป็นของตนเอง ก็มีความเป็นไปได้ แต่เราจะต้องรู้และเข้าใจเรื่อง สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ให้ดีเสียก่อน หากเราละเลยแล้วตัดสินใจขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพื่อมาซื้อบ้านทันทีโดยไม่ศึกษา ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะไม่ผ่านการพิจารณาถึงผ่านก็อาจจะสร้างปัญหาที่ตามมามากมาย ดังนั้นเพื่อทำตามฝันอย่างเป็นสุขและภาคภูมิ มีบ้านและที่อยู่อาศัยของตนเองในความรับผิดชอบและน้ำพักน้ำแรงของเราจริงๆ เราก็ควรรู้ข้อมูลทุกด้านไว้จะดีกว่า ท่านว่าจริงไหม